บทนำ
* หากอ่านบทนำแล้วรู้สึกไม่อยากอ่านเนื้อเรื่องละเอียดก็ปิดไปเลยก็ได้นะคะ *
ไม่ได้อัพซะนาน พักนี้อารมณ์ค้างบ่อยมาก
ไม่อยากมาอัพบล๊อคจะพลอยทำให้คนอ่านอารมณ์เสียเปล่าๆ
ฉะนั้นวันนี้จึงเป็นกฤกษ์งามยามดีที่เราจะอัพ
บล็อกนี้ยาวที่สุดที่เคยเขียนจริงๆ ก็มันเป็นบล็อกอำลานี่นะ
อำลาด้วย TAG ที่คนอื่นเล่นไปตั้งนานแล้วเราเพิ่งลง แต่เรื่องพวกนี้มีคนรู้น้อยมากๆ
ส่วนมากก็เกี่ยวกับเรื่องคอสเพลย์ เพราะเป็นเรื่องที่หาคนคุยด้วยได้น้อยจริงๆ
คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักจึงเป็นการสนทนาในวงเล็กที่มีไม่ถึงสิบ
หลายคนคงเริ่มตั้งคำถามแล้วว่าทำไมถึงจะจบบล็อกแค่นี้
เหตุผลก็เขียนไว้ที่เรื่องราว tag นี่แหละ มันยาวมากคิดว่าหลายคนคงขี้เกียจอ่าน
เหมือนเปิดปลากระป๋องมาแล้วเจอแต่น้ำน่ะนะ ถ้าอ่านแล้วจะรู้ว่าเนื้อน้อยสุดๆ
ที่น้ำเยอะเพราะเขียนความรู้สึกในเหตุการณ์นั้นๆลงไปด้วย
เป็นความรู้สึกที่...อืม.....ดี......มั้ง....??? ถึงจะรู้ตัวเองว่าน้ำเยอะ แต่ไม่ขอแก้ล่ะ
น้ำใช่ว่าจะไม่มีน้ำหนักนะ นึกแล้วประโยชน์ก็เยอะแยะ
ว่าแล้วก็เปิดฉากความรู้สึกกันเลยดีกว่า.......
__________________________________________________________
ฝากนิด:นามิ ถ้าแกอ่านแล้ว มันเพี้ยนๆ ก็ไม่ต้องสงสัย ชั้นมันก็เริ่มจะหลงๆลืมๆแล้วว่ะ
แต่คิดว่ามันก็น่าจะเหตุการณ์นี้แหละ ชั้นมั่นใจตั้ง 80%เชียวนะแก อีก 20%
นี่ชั้นนึกไม่ออก
____________________________________________________________
TAG 1 บล๊อค
บล๊อคนี่เล่นไปเล่นมาชักจะเซ็งๆไม่ใช่เพราะไม่มีเรื่องอัพ ขี้เกียจเม้นให้คนอื่น
หรือ ไม่มีคนมาเม้นให้ 3เรื่องที่ว่ามันชิวๆแสนจะจิ๊บๆ เป็นเรื่องที่ไม่แคร์ซักนิด
แต่เบื่อสังคมต่างหาก เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก รู้แค่ว่าอึดอัด
เหมือนถูกดูดไปอีกโลกที่รู้จักเพียงความจริงผิวเผินเท่านั้น
มันเหมือนหลุมลึกที่ตกลงไปแล้วขึ้นมาไม่ได้ เกิดความกลัวภายในจิตใจ
กำลังคิดว่าสิ่งที่กลัวอยู่คือ หากเราเล่นบล๊อคต่อไปเราอาจจะเป็น...
โอตาคุ หรือ ฮิคิโมริไปเลยก็ได้ << เป็นบุคคลที่มีปัญหาด้านโลกภายนอก
แปลหยั่งงี้จะถูกรึเปล่านะ..... ประมาณว่ามันเกิดความกลัวว่าจะกลับมาโลกของ
คนทั่วไปไม่ได้ จึงคิดว่านานๆมาทีมาคงไม่เป็นไรแต่กลับทำให้เกิดเหตุการณ์อำลาจนได้
แม้นานๆทีมาก็เถอะ แต่มาแล้วรู้สึกแปลกแยกแตกต่าง ถ้าอยู่นานก็กลัวจะเป็นแบบ
ที่กล่าวไว้ข้างต้น มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละนะ
TAG 2 งานคอสที่เคยไป
งานคอสที่เคยไปครั้งแรก ตอนนั้นอายุ 10 ขวบ มีความรู้สึกว่า
โอ้โห ..พี่ๆที่แต่งตัวประหลาดๆพวกนี้สวยชะมัดเลย เท่จริงๆ
อย่างกับได้ไปพาราไดซ์ งานแรกนั้นตื่นเต้นมากดีใจสุดๆ ชื่นชมในการแต่งตัว
ไม่เหมือนใคร แม้เวทีที่ใช้แสดงคอนเสิร์ตจะเตี้ยหม้อต้อก็เถอะเราก็ยังอุตส่าห์เบียด
พี่ๆที่อยู่ข้างหน้าเวทีได้สำเร็จ แล้วเราก็ได้ไปอยู่หน้าสุดในเวลาไม่กี่วินาที
10ขวบตัวสูงไม่ถึง 100 เซ็นเลย - -" แหกปากตะโกนร้องเพลงทุกเพลงอย่างมั่นใจ
ไม่อายแม้แต่น้อย แต่ความจริงดำน้ำอย่างเอาเป็นเอาตายมาก
ไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลย คิดอยู่แค่ว่าพาราไดซ์แห่งนี้เป็นของเราคนเดียว
เหมือนกับงานแฟชั่นโชว์ที่รู้สึกว่ามีสีสันมากกว่าแฟชั่นโชว์ของจริงเสียอีก
งานที่ไปรู้สึกจะงานบูมครั้งที่.......ที่........ที่เท่าไหร่วะ??? - -" เออ ช่างเหอะจำไม่ได้
และแล้วงานครั้งที่ 2 คิดว่าอายุซัก...11...12....หรือ 13 หว่า???
แต่รู้แน่ๆคือโครตร้อนความประทับใจก็มีนะ แต่ไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้สิ่งนั้นคือ
โดจินเดสโน๊ทที่สนุกสุดๆราคาไม่แพงมากร้อยกว่าๆ สิ่งสำคัญคือถูกใจ
จะซื้อแล้วดันหมด...หมด...ช่ายแล้ว...มันหมด คอตกกลับบ้านอย่างเห็นได้ชัด
งานจัดที่สวนลุมไนท์พลาซ่า เป็นงานที่ทรหดสุดๆที่เคยเจอ
ร้อนแถมไม่มีที่จะให้นั่ง (เต็มทุกที่ ที่สามารถนั่งได้)
เกือบได้ตายคาฝูงชน เล่นเอาดมยาดมเลยล่ะ งานนี้อ่ะ
งานที่ 3 ได้ไปตอนอายุ 14 (ปัจจุบันอายุย่าง17แล้ว)
งานบูม...ครั้งที่....ที่เท่าไหร่วะ?? - -" (รู้สึกงานบูมที่ไรลืมว่าครั้งที่เท่าไหร่ทุกที - - )
ก็ยังรู้สึกตื่นตาตื่นใจ จำได้แม่นว่างานนั้นเจอคนๆนึงเข้า เห็นแวบๆคิดว่าผู้หญิง
แต่กลับไม่มั่นใจ ผู้หญิงบ้าอะไรตัวโครตสูง คิดดูเหอะว่าบ้าสุดๆ
เดินตามเค้าต้อยๆเพียงเพื่อแค่อยากรู้ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายแต่เจ้ากรรมเอ๊ย!!!
เดินโครตเร็วเลย เด็กอายุ 14 ถึงขนาดต้องวิ่งตาม ย้ำ!!! เดินนะ!!! พี่เค้าเดินจริงๆ!!!
พอเจ้าตัวหยุดได้เท่านั้นแหละ ได้หอบแฮ่กๆ แต่จะมัวหอบไม่ได้เกิดพี่แกเดินอีก
ได้วิ่งตามหอบตายกันพอดี แล้วก็เดินสำรวจในระยะห่าง1.5 เมตร วน 5 รอบ
รอบล่ะ 2 นาที เป็น 10 นาที ผลปรากฏ...รู้สึกผิดหวังปานกลางดันเป็นผู้ชาย
ตอนนั้นถึงกลับสบถเบาๆว่า... เฮ....(หยาบ) ปล่อยให้เดินดูตั้งนาน
และแล้วก็เดินกลับไปหาพี่พร้อมสะบัดหัวอยู่แหว่กๆ เหมือนจะเอาอะไรออกซักอย่าง
<< ถ้าเป็นผู้หญิงจะดีใจกว่านี้มาก ประเภทชื่นชมผู้หญิงเดินเร็ว
งานที่ 4 เป็นงานที่อับอายที่สุดในรอบประวัติศาสตร์ 14 ปี!!! ไอ้งานเดอะมอล์ บางกะปิ!!
ยิ่งคิดยิ่งแค้น!!!! แค้นคนอื่นเป็นส่วนหนึ่ง แต่แค้นตัวเองเนี่ยส่วนใหญ่
ตอนนั้นกำลังบ้าไฟนอลเต็มที่ มองทั่วงานเผื่อจะมีคนคอสมาบ้างแต่ไม่มีซักคน
สงสัยจะมาเช้าไป ยืนถือของอย่างเดียวไม่รู้จะทำอะไร ยกกล้องให้เพื่อนถ่ายเต็มที่
ถ่ายไปถ่ายมา มันดันเดินมาบอกว่า ถ่านหมดว่ะ และแว้บนั้นแหละ!!
เห็นคนแต่งจากเรื่องไฟนอลมา เลยวิ่งออกจากงานบึ่งสุดกำลังเพื่อจะไปซื้อถ่าน
สุดท้ายก็มาช้ามั่วแต่หลงทาง ขึ้นชื่อว่าเดอะมอล์ไม่ว่าที่ไหนก็กว้างซะเหลือเกิน
(ส่วนพารากอล สาบานเลยว่าเดินยังไม่ถึง10%ที่มันมีอยู่ เดินไปเดินมาจะเป็นลม
กลับมาที่เก่าทุกที) กลับขึ้นมาอีกทีก็มีงานประกวดขึ้นซะแล้ว เสียงกรี๊ดดดดดดดด!!!
ดังหูแทบแตก โดยเฉพาะกลุ่มประกวดไฟนอลนั่นน่ะ เตรียมอาวุธให้เพื่อนเรียบร้อย
จนประกวดกันเสร็จเราก็ยังคงมองคอสจากเรื่องที่เรากำลังบ้าอย่างชื่นชมและยินดี
ที่มาไม่เสียเที่ยว กำลังเคลิ้มได้ซักพักเพื่อนมันเดินมาบอกว่า เฮ้ยๆ เป็นไรป่าว?
หน้าเอ็งมันจะหื่นเกินไปแล้วนะโว้ย เก็บอาการหน่อย ตกใจอย่างแรงพอเพื่อนมาบอก
อายมากๆตอนนั้น ก็แหม...แต่มันเคลิ้มจริงๆนี่นา
จนทุกวันนี้ก็ยังอายในสิ่งที่แสดงออกไป อยากจะขอโทษจริงๆที่มองอย่างนั้นออกไป
จะมีคนคิดมากมั้ยเนี่ย... แต่ขอร้องล่ะ แค่นี้นู๋ก็อายจะตายอยู่แล้วววววว......
ตอนขาจะกลับเกิดความสงสัยขึ้น เพราะมีคนมาถาม เพื่อนเราว่ารู้จัก.....
(อะไรก็ไม่รู้ฟังไม่รู้เรื่อง).....มั้ย?? และก็นะเรากับเพื่อนมันพอๆกันฟังไม่รู้เรื่อง
แต่เพื่อนมันเก่งกว่า ยังไม่ทันรู้เรื่องมันบอกไปเฉยว่าไม่รู้จัก แล้วมันก็ดึงเรากลับบ้าน
พอถาม มันดันบอกว่ากูก็ไม่รู้เหมือนกัน ดูมันเหอะ อยากรู้จริงๆว่าตอนนั้น
เค้าถามว่าอะไร ใครอยู่ในสถานการณ์นี้ขอร้องล่ะช่วยบอกหมวยที๊!!! มันคาใจ๊!!!!
TAG 3 การแก้ปัญหา
เรื่องที่ใช่แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องต่อจากแท็ก 2 ไปงานคอสแต่ล่ะทีเห็นคนแต่งตัว
แล้วรู้สึกชื่นชมอย่างมาก จึงไปติดกันหลายงาน แต่ยิ่งไปความรู้สึกกลับยิ่งเฉยชา
ขึ้นทุกวัน เพราะแฟชั่นโชว์หลังจากงานที่ 1-4 ก็รู้สึกว่าที่นี่มันไม่ใช่พาราไดซ์แล้ว
ความรู้สึกจำเจที่เห็นคนแต่งชุดเก่าๆใส่ซ้ำมันหลายงาน ทำให้เกิดอาการเซ็ง
จับจิต รู้สึกว่านี่มันงานจำเจแล้วไม่ใช่งานแฟชั่น แต่ก็รู้นะ ว่าชุดนึงจะตัดทีราคา
มันก็แพง บางคนเพิ่งเก็บเงินได้ เพิ่งตัดและเพิ่งได้ใส่ พอใส่มาดันซ้ำกับคนที่ใส่มา
หลายงานแล้ว และก็เข้าใจว่าการเก็บเงินเพื่อตัดชุด แต่งในตัวละครที่ตัวเองชื่นชอบ
มันเหน็บเหนื่อยมาก แต่คนไม่แต่งมันเซ็งอ่ะ... คิดดูนะ..
เราเห็นคุณA แต่งชุดนี้ใส่ไปแล้ว 10 งาน คุณ B เพิ่งเก็บตังค์ได้ตัดชุดเสร็จบังเอิญ
มันต่อจากวันที่คุณA ใส่ไปแล้วพอดี๊พอดีแล้วคุณ B ซึ่งไม่รู้อะไรก็ใส่ไปอีก 10 งาน
และคุณ C ก็ชะตากรรมเดียวกับคุณ B เลย ใส่มันอีก 10 งาน แล้วคุณ D เห็นคุณ C ใส่
เลยตัดใส่มั่งอีก 10 งาน พอคุณ A กับคุณ B เห็นมีคนแต่ง
ก็เลยแต่งมั่งอีก 20 งาน แล้วคุณ E ก็..... โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!!!
แม่เจ้าโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
หยุดซะทีได้ม๊ายยยยยยยยยยยยย!!!!!!!! หมวยขอร้องงงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!!!!
กินข้าวกะปลาเค็มมาหลายมื้อแล้วววววววว!!!!!!!!!!!!!! สูเอ๊ยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!!!
แต่สุดท้ายไอ้ที่กล่าวมาข้างต้นเราก็โทษใครไม่ได้หรอก
เค้าเก็บตังค์ตัวเค้าก็เหนื่อยอ่ะนะ มันก็ต้องใช้ให้คุ้มอ่ะ ใช่มะ?? เราซะอีก..
เป็นคนดูไม่เสียตังค์มาบ่นอะไร จริงม้า?? (แล้วไอ้ที่บ่นข้างบนหมายฟามว่าไงอ่ะ)
เราจึงแก้ปัญหาของตัวเราด้วยตัวเราเอง งดไปงานซะ!!!! จบ.
หลังจากงดไปงานร่วมหลายเดือนพอไปอีกที.....
โอ้!!!! อีแม่เป็นปลื้มมมมม!!!!! ไม่จำเจแล้วโว้ยยยยยยย!!! ก๊ากกกก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
(ถึงแม้บางเรื่องจะยังมีอยู่ก็เถอะนะ เป็นคอส อมตะไปซะแล้ว - - ชุดเดียวล่อทุกงาน)
และแล้วเราก็ได้พาราไดซ์ของเรากลับคืนมาอีกครั้งด้วยประการฉะนี้แล......
TAG 4 การเจ็บป่วยที่คนสติดีหน่อยจะไม่เป็น
แท็กนี้เราจะพูดถึงประวัติอันบ๊องตื้นสุดๆ มั่นใจแน่ว่า 90% ของบุคลเล่นแท็ก
จะต้องเขียนเรื่องที่เคยบาดเจ็บมาแน่ๆแต่ด้วยเหตุอะไรอันนี้ไม่ทราบ
แต่ของเราเกิดจากความซน+โง่ล้วนๆ
ตอนป.2ย้ายโรงเรียนไปต่างจังหวัด ไปอยู่บ้านโครตอลังการเลย!!!!! มีตั้ง 3 ชั้นแหน่ะ!!!!
เป็นคฤหาสน์แถวเงี๊ยะ ยาวววววววเชี๊ยะ!!! แบบว่า อื้อหือ!! อู้ฮู้!!อ้าฮ้า!!
ตื่นเต้นสุดๆคิดแล้วว่าเราจะอยู่ห้องไหนดี แต่สุดท้ายเราเช่าอยู่แค่ 2 แถว.....
เล่นเอาเด็กเครียด..... (ตารางนึงห้องนึงแบ่งๆไปรวมๆก็เหมือนกับการอยู่บ้านแฝด 3 ชั้น
เอาตรงๆก็เช่าห้องแถวอยู่อ่ะนะ)
พื้นปูนหน้าตึกระดับจะไม่เท่ากัน เหตุมันเกิดจาก...โฆษณาคลินิก...
ในโฆษณานะมันขับจักรยานขึ้นเนินอย่างสูงเหินฟ้าอย่างสวย ผมปลิวไสวงดงาม~
ลงพื้นอย่างแจ่ม!!! และแล้วก็เอามั่งสิวะ คิดว่าลื้อทำได้คนเดียวเรอะ!!!
ปั่นจักรยาน 4 ล้ออย่างเร็ว!!! ย้ำ!!!! 4 ล้อ!!! เหาะขึ้นเนินผมปลิวไสวสวยงาม
ทั้งที่มันมีกระจึ๋งเดียว โพสท่ากลางอากาศอย่างเท่
ปรั่กกกกกกกกกกกกกกซ์!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ........แน่นิ่ง.........
ท่าลงที่คิดไว้สวยงาม.....ตอนนี้เหมือนผักบุ้งลอยฟ้าที่ดันรับเลยจาน เล่นเอาเครียด.....
คลินิกนะ.....คลินิก......ตอนนี้ชั้นใช้แต่แพนทีน เพราะโฆษณาเกินจริง
แกน่าจะรู้นะว่าในโลกนี้มันยังมีเด็กโง่พอที่จะทำตามโฆษณาแกน่ะ....
(รึว่าจะมีแค่เรานะ??) พ่อแม่ผู้ปกครองหากมีบุตรหลานโปรดเลี้ยงด้วยความระมัดระวัง
อย่าปล่อยให้ ไปทำอาการดังที่กล่าวมานะคะ ขอบคุณ.......
เดี๋ยว!!!! ยัง!!!!! ยั๊ง!!!!!!!!!!!!! ยังไม่จบ เรายังมีคดี ป. 3 ต่อ
และเราก็ย้ายโรงเรียนอีกเช่นเคย ไปอยู่บ้านตากับยายที่ต่างจังหวัด
เป็นหมู่บ้านเล็กๆและเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่มีเพื่อนตั้งแต่หัวหมู่บ้าน
ยันท้ายหมู่บ้าน ชอบไปเล่นกันที่ทางเข้าวัดซึ่งเป็นถนนสายตรงยาว
ตั้งแก๊งซิ่งจักรยานทุกๆเย็นไอ้เด็กกลุ่มนี้มันจะมาแข่งกันตลอด
ซึ่งก็มีเราคนนึงล่ะที่อยู่ในนั้น พอเริ่มสัญญาณเราจะปั่นไปปั่นกลับสุดทางถนน
แต่มันเกิดตอนปั่นไปนี่แหละ!!! ไม่รู้เกิดบ้าอะไรเห็นขอนไม้ขวางทางกลัวเหยียบ
ไปแล้วยางแตกเลยหักเลี้ยว!!!! เอี๊ยดดดดดดดดดด!!!!!! ปรั๊กกกกกกกกกก!!!!
โครมมมมมม!!! โครมมมมมม!!!!!
กลิ้งไปหลายตลบและแล้วก็ ..... แน่นิ่ง...... ไม่เคยคิดเลยว่าขับมาเร็วๆไม่ควรหักเลี้ยว
จะทำให้กลิ้งกระเด็นหลายตลบ พอวิญญาณเข้าก็ลุกขึ้นมาด้วยอาการมึนงงเล็กน้อย
รู้ว่าเลือดออกที่ปาก แขน เข่า และก็แผลถลอกอีกเยอะ
เลือดตรงปากกับเข่าดูจะเยอะสุด ข้างๆนั้นมีบ่อน้ำกว้างอยู่ เลยไปล้างแผลที่นั่น .........
ช๊อค.... ช๊อค!!!!!!!!!!!!!!!!! ช๊อคสุดๆในเมื่อฟันกระต่ายอันสวยงามหักไปครึ่งซี่!!!!!!!!!!!!!!!!!
เล่นเอาเกิดอาการแน่นิ่ง....... ไปอีกหลายนาที ตั้งสติได้ก็ล้างแผลที่เข่าต่อ
จนไม่รู้ตอนไหนมีคน จับขึ้นรถจักรยานพามาส่งที่บ้าน แม่เห็นก็ว่ายกใหญ่
แต่ว่าไม่รู้เพราะอะไรหูมันอื้อไปหมด ไม่ได้ยินอะไรเลยจนนอนให้แม่ทำแผลให้
กว่าจะพูดได้ก็ร่วม3-4วัน จนแม่บอกว่าคิดว่าเป็นใบ้ไปแล้วนะเนี่ย
ไม่พูดอะไรเลยใน 3-4 วันที่ผ่านมา ก็เพิ่งรู้ตัวเองเหมือนกันว่าช๊อคกับฟัน-
ที่หายไปหลายวันมาก ลูบๆฟันหน้าหวังว่าจะฝันไป แต่มันหายไปจริงๆ
เลยอยู่ในสภาพอดสู่อีกหลายวัน...........
กว่าจะได้ไปทำฟันหน้าก็อีก 6 ปีให้หลัง อยู่ในสถาพนิ่งมา 6 ปีเต็มๆ
ก็ไม่รูเหมือนกันว่าทำไมไม่ไปทำแต่เนิ่นๆ สภาพนิสัยตอนนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง
เท่าไหร่นักอ่ะนะ ยังนิ่งๆเอ๋อๆดูเสร่อๆอยู่ แผลใจยังไม่หายดี
TAG5 นิสัยที่หลบซ่อน
เห็นแบบนี้ดูจะเป็นคนพูดตรง แต่ความจริงมันก็ไม่เคยตรงกับใจในหลายๆครั้ง
อยากทำตัวให้ดูน่ารัก สมหญิงกว่านี้ แต่มันกลับแข็งกระด้างขึ้นทุกวัน
ทำเป็นปากเก่งแต่ก็ขี้น้อยใจ ทำเป็นโกรธแต่สุดท้ายก็หนีไปร้องไห้คนเดียว
เวลาเศร้าก็ทำเป็นเฉย โดนคนว่าก็ทำเป็นเมิน มีคนแซวก็เชิดใส่
เดินทีก็เดินอย่างรวดเร็วเหมือนจะรีบไปไหน ดูเป็นผู้หญิงมาดมั่นซะเหลือเกิน
แต่ความในอยากไปจากที่ตรงนั้นเร็วๆ กลัวจะมีคนจับตามอง กลัวจะมีคนว่า
เกลียดการโดนแซวถึงกระนั้นก็กลัวจะมีคนเกลียด แต่กลับไม่เคยปรับตัว
ที่รีบก็เพียงจะรีบไปหาที่พึ่งพิงซักแห่ง ที่จะสามารถค้ำตัวเองไว้ได้
เห็นหน้าตาเชิดเฉยเมินหยิ่ง แต่ในใจหวาดหวั่น กลัวว่าจะหาที่พึ่งไม่เจอ
สิ่งที่ต้องการคือที่ค้ำตัวเราไม่ให้ต้องครานอย่างน่าสมเพศไปหาใครๆอย่างน่าเวทนา
คนที่จะสามารถช่วยในข้อนี้ได้หายากเหลือเกิน ที่ๆมั่นคงให้พึ่งพิงตอนเราอยากไป
ที่อื่นซักพัก ห่างจากร่มโพธิ์ร่มไทรที่เคยอยู่ จะมีที่ดีรองจากร่มโพธิ์ร่มไทรแล้ว
คือพี่ที่แท้ท้องเดียวกันและญาติสนิท เป็นที่พึ่งพิงอันดับสองรองจากผู้ให้กำเนิด
อันดับสามเห็นจะเป็นเพื่อนที่น่ารัก คอยช่วยเหลือยามที่กำลังจะล้มลง
ประคองให้กลับไปพักยังร่มที่แข็งแกร่ง และมั่นคงที่เคยพัก รักษาตัวมา
เพื่อนที่จะสามารถค้ำชูตัวเราไว้ได้หายากนัก หากคบเยอะจะหาไม่เจอ
เพราะไม่ได้ใส่ใจใครคนนึงนานๆ จึงไม่รู้ว่าเหมาะสมหรือไม่
ต้องลองค้นหาไปเรื่อยๆ ถึงจะพูดกระนั้นแต่ก็ได้ที่พักพิงมา 2 แล้ว ที่ดีและหายาก
โดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวพันทางสายเลือดเลย ดีขนาดที่...ไม่ว่าเหมือนไหร่
จะคอยช่วยเสมอ ไม่ว่าชั้นคนนี้จะงี่เง่า บ้าบอแค่ไหน ถึงแม้จะตะโกนว่าด้วยความ
ไม่พอใจในหลายครั้ง แม้จะทำให้ยุ่งยากลำบากใจ ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
เอาแต่ใจตัวเองก็เท่านั้น แต่รู้ไว้เถอะ คนที่เธอช่วยเหลือมาตลอดคนนี้
จะไม่มีวันหักหลังเธอเป็นอันขาด คนๆนี้แหละเวลาที่เธอต้องการ
จะคอยเป็นที่ค้ำชูและเป็นที่พักพิงให้กับเธอได้เช่นกัน ถึงแม้ชั้นจะพูดจาแข็งกระด้าง
ไร้ความอ่อนโยน แต่คนที่ชั้นจะดูแลอย่างดีคือพวกคุณที่กล่าวมาทั้งหมด
ผู้ที่คอยช่วยเหลือชั้น......ฟังดูเหมือนพูดดี แต่คิดในอีกแง่คือ
หากขาดไปคงแทบจะขาดใจ จะไปพึ่งใครได้อีกจะไปหาคนที่ดีขนาดนี้
ได้ที่ไหน? ใครจะจริงใจกับเราได้เท่านี้? โลก..ยิ่งอยู่ก็ยิ่งน่ากลัว
ทุกอย่างล้วนมีคมเล็บในตัวเอง แม้ผู้ที่คอยช่วยเหลือเราตลอด
ก็ยังมีคมเล็บที่ซ่อนไว้อยู่ เพียงแต่เรารู้ได้ว่าเค้าจะไม่เอามันออกมาให้เราเห็น
ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พิสูทธิ์ได้ว่าเราก็สำคัญสำหรับเค้าเช่นกัน นั่นสินะ ใครจะพึ่งได้หรือไม่
ก็ขึ้นอยู่ว่าเราเชื่อใจเค้ามากแค่ไหน เขาเชื่อใจเราขนาดไหน เราสามารถพึ่งได้มั้ย
เค้าสามารถพึ่งเราได้รึเปล่า ต้องใช้เวลาถึงจะรู้ ในคำหลายคำที่กล่าวมาพวกนี้คิด
อยากจะพูดในหลายครั้ง แต่จะพูดที่ไรปากมันสั่นพับๆๆๆเหงื่อแตกทั่วตัว
สุดท้ายก็พูดไม่ออก ประโยค หวานๆซึ้งๆ จะพูดทีไรอาการมันจะเริ่มออก
จะพูดเสียงก็หายไปอยู่ตาตุ่มหมด บางครั้งเพียงจะบอกว่า เป็นห่วงนะ
ดูแลตัวเองด้วย คิดถึงนะ หรือ รัก และห่วงใย จะพูดคำประมาณนี้ก็ปากสั่นพั่บๆๆๆๆ
สุดท้ายก็พูดไม่เป็นนอกจากคำที่กระด้างกระเดื่อง ทีพวกคำที่ฟังไม่รื่นหูพูดล่ะได้เป็นชุด
แต่รัก คำเดียวดันพูดไม่ได้ เลยคิดว่าอย่าดีกว่าเดี๋ยวเป็นลมก่อนพูดจบ
ความรู้สึกมันอยู่ที่ใจ คำพวกนี้ไม่จำเป็นต้องกล่าวออกมาเอาไว้ในใจ
แล้วแสดงออกมาด้วยท่าท่างดีกว่า ซักวันเดี๋ยวก็รู้เอง แม้มันจะนานก็เถอะ
จะได้เป็นการพิสูทธ์ตัวเองไปด้วย ไม่ใช่เป็นคำพูดที่ไร้น้ำหนักอย่างที่กล่าวมา.....
ขอบคุณ ทุกคนที่เป็นกำลังให้ ยินดีที่ได้เจอและรู้จัก ถึงแม้จะไม่มีริสอยู่ที่ตรงนี้
เวลาก็ดำเนินต่อไป โลกก็ยังไม่แตก ใช้ชีวิตในสิ่งที่ตัวเองชอบและต้องการ
พอแก่จะได้ไม่พูดว่า น่าจะทำอย่างนั้นไม่น่าทำอย่างนี้ตอนนู่นตอนนั้นเลย
เดินไปตามทางที่ตัวเอง สร้างขึ้นเพื่อตัวเอง จะผิดหรือถูกก็ต้องลองกันซักตั้ง
สุดท้าย...ลาก่อนค่ะ
ทุกคนที่ริสรู้จัก ระยะเวลาที่ผ่านมาได้พี่สาวที่ดีมากมา 1 คน
และเพื่อนๆที่น่าปลื้มอีกหลายคน ถ้าให้เรียงรายชื่อคงยาวมากๆ
ขอบคุณที่แวะเวียนมากันนะคะ หลายๆคนเป็นคนดีมากค่ะ ลาก่อนนะคะ
ขอหยุดบล็อกนี้ไว้ตรงนี้แหละ บ๊าย บาย ค่ะ
edit @ 2007/03/01 19:54:59
edit @ 2007/03/02 09:02:05